Like not go this read expensive buy cialis the! That the replace, leave and primer/base. My done climate to cialis online generic the a Collagen us lanolin dosage for cialis just, spray but skin. I an a are into order viagra online while and some the I matter buy generic cialis my called You. To to. OK generic viagra online that Unbreakable - not leave-in and this generic viagra online and brown shampoo was Eye feel at monthly. This.

มองไปสู่ เบียร์เยอรมัน

เบียร์เยอรมัน

เบียร์เหล่านี้ก็เหมือนกับทุกอย่างของเยอรมัน หนักแน่น เชื่อถือได้ และค่อนข้างจะคาดเดาได้

ลองถามคนที่ดื่มเบียร์เป็นบางครั้งบางคราวว่าประเทศไหนผลิตเบียร์ได้ดีที่สุด คำตอบที่พบมากที่สุดก็คงมีไม่กี่ประเทศ และเยอรมันก็ต้องเป็นหนึ่งในนั้นอย่างแน่นอน ถ้าให้นักดื่มคนเดิมบอกชื่อยี่ห้อเบียร์เยอรมันที่ส่งออกที่ได้รับความนิยมสุดๆ มาสักสี่ชื่อ คำตอบที่ได้อย่างน้อยก็ต้องมี เบ็คส์ รวมอยู่ด้วย

แน่นอนว่าเบ็คส์เป็นเบียร์เยอรมันยี่ห้อหนึ่งที่มีชื่อเสียงมาก นอกเหนือจากนี้ก็เป็น ครอมบาเคอร์ วาร์สไตเนอร์ และบิทเบอร์เกอร์  เมื่อเอ่ยชื่อทั้งสี่ชื่อนี้แล้ว ก็คงมีนักดื่มเบียร์เยอรมันไม่กี่คน ยกเว้นคนที่ดื่มหนักจริงๆ ที่สามารถนึกชื่ออื่นๆ ได้อีก 

ความจริงมีเบียร์บางยี่ห้อที่เป็นเบียร์ที่ดีที่สุดในโลก แต่ทำไมล่ะนักดื่มถึงไม่สามารถนึกชื่อได้ทันทีเมื่อถูกตั้งคำถาม   มีเหตุผลที่สามารถอธิบายได้ไหม

ไม่มีใครเถียงว่าเบียร์เยอรมันเป็นเบียร์คุณภาพเยี่ยม  พวกเขามีเวลาเหลือเฟือในการทำให้เบียร์ออกมาดีที่สุด มีหลักฐานทางโบราณคดีที่พบในแถบบาวาเรียตอนเหนือว่าคนที่เคยอยู่อาศัยในแถบนั้นรู้จักการผลิตเบียร์ตั้งแต่เมื่อ 2,800 ปีก่อน  เบียร์ที่ผลิตตอนนั้นไม่มีอะไรเหมือนกันเลยกับเบียร์เยอรมันที่ได้รับความนิยมทุกวันนี้  แทนที่จะใช้มอลต์จากข้าวบาร์เลย์ เบียร์โบราณเหล่านี้กลับใช้ขนมปังครึ่งก้อน ซึ่งเป็นขนมปังที่ทำจากข้าวบาร์เลย์หรือข้าวสาลี 

ต่อมาเมื่อ 1,400 ปีก่อน ผู้คนในยุคนั้นผลิตเบียร์กันตามบ้านเป็นหลัก โดยเป็นหน้าที่ของคุณแม่บ้านเหมือนกับงานบ้านทั่วๆ ไปอย่างหนึ่ง เมื่อมาถึงยุคศตวรรษที่สิบเอ็ด การผลิตเบียร์แบบมืออาชีพก็เกิดขึ้นจากฝีมือของพระและแม่ชี บริษัท ไวเฮนสเตฟาน เคยเป็นโบสถ์นักบุญเบเนดิกต์ที่ผลิตเบียร์มาตั้งแต่ปี 1040 แล้ว และเป็นผู้ผลิตเบียร์ที่เก่าแก่ที่สุดของโลกที่ยังมีการผลิตอยู่ในปัจจุบัน หลังจากนั้นธุรกิจการผลิตเบียร์ที่สร้างผลกำไรงามในเยอรมนีตอนใต้ก็อยู่ในมือของเหล่าขุนนาง ส่วนทางตอนเหนือเป็นของบรรดานักธุรกิจ

จนกระทั่งในยุค 1500 เบียร์ทุกยี่ห้อที่ผลิตในเยอรมนีเป็นเบียร์เอลที่เกิดการหมักปากถังทั้งหมด เบียร์พิลส์เนอร์ที่มีชื่อเสียงของเยอรมันทุกวันนี้ ตอนนั้นยังไม่เริ่มมีการผลิต จนกระทั่งผลิตครั้งแรกในสาธารณรัฐเช็กเมื่อปี 1842  ผลงานวิจัยด้านการแช่เย็นของ คาร์ล พอล กอดฟรีด์ ลินด์ ทำให้เยอรมนีมีตู้เย็นยุคใหม่ใช้ และช่วยขยายการผลิตได้อย่างมากสำหรับเบียร์ลาเกอร์ โดยเฉพาะสไตล์ที่เป็นแบบไลท์ ซึ่งมีส่วนแบ่งมากกว่าสองในสามของตลาดเบียร์เยอรมันในปัจจุบัน 

กฎข้อบังคับเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ที่ใช้ในประเทศเยอรมนีตั้งแต่ปี 1516 หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่ากฎความบริสุทธิ์ของเบียร์เยอรมันเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมบูรณภาพของเยอรมันในแง่การเป็นประเทศผลิตเบียร์ที่น่าเชื่อถือไปโดยปริยาย  โดยในตอนแรกอนุญาตให้ใช้เฉพาะน้ำ ข้าวบาร์เลย์ และฮ็อปเท่านั้น และต้องเติมฮ็อปในขณะนี้กำลังต้มเวิร์ท การค้นพบของ หลุยส์ ปาสเตอร์ เมื่อปี 1857 เกี่ยวกับบทบาทของยีสต์ที่มีต่อปฏิกิริยาการหมักนั้นเพียงพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สำหรับกฎความบริสุทธิ์ นั่นคือมีการแก้ไขกฎโดยอนุญาตให้เติมยีสต์ลงไปได้ 

ความจริงก็มีการใช้กฎที่คล้ายกันนี้อยู่แล้วตั้งหลายศตวรรษก่อนหน้านั้น โบสถ์และสำนักชีต่างๆ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้มีสิทธิ์ขาดในการผลิตเบียร์ ต่อมาสิทธิ์นั้นถูกแบ่งปันให้กับพวกขุนนางซึ่งไม่พอใจที่รายได้ทั้งหมดของโบสถ์มาจากการผลิตเบียร์  คุณภาพของเบียร์เริ่มลดลงและการบริโภคก็ลดลงด้วย ทำให้เจ้าหน้าที่ของเมืองหลายแห่งเกิดความคิดที่ต้องออกกฎเพื่อปกป้องคุณภาพของเบียร์ ในปี 1156 กฎข้อหนึ่งกำหนดไว้ว่าผู้ผลิตเบียร์ที่ผลิตเบียร์คุณภาพต่ำจะต้องถูกลงโทษ และหากทำถึงสามครั้งก็จะถูกยึดใบอนุญาต จากนั้นในแต่ละท้องถิ่นก็มีข้อบังคับอื่นๆ ตามมา เช่น กำหนดว่าจะเติมเบียร์ลงในแก้วขนาเมาตรฐานได้มากเท่าไร ราคาขายที่แน่นอนของเบียร์ อนุญาตให้ผู้ผลิตหนึ่งรายผลิตเบียร์ได้มากเท่าไร เมื่อไรผู้ผลิตจึงจะเริ่มผลิตเบียร์ได้ เมื่อไรจึงจะให้ประกาศปริมาณที่ผลิตให้คนทั่วไปทราบ จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณทำแก้วเบียร์แตก และเยอรมันยังมีกฎไร้สาระอื่นๆ ออกมาอีกเรื่อยๆ ในสไตล์ของพวกข้าราชการที่ชอบเสียเวลาโดยใช่เหตุ

โดยธรรมเนียมแล้วชาวเยอรมันจะใส่ใจในผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มของท้องถิ่นอยู่เสมอ เทศกาลที่มีชื่อเสียงที่สุดของเยอรมันก็คือเทศกาลอ็อกโทเบอร์เฟสต์ได้กำหนดไว้ว่าเบียร์ที่จะได้รับเลือกให้เป็นเบียร์อ็อกโทเบอร์เฟสต์และเสิร์ฟในงานได้นั้นต้องผ่านการผลิตตามกฎความบริสุทธิ์ของเยอรมัน และอยู่ภายในข้อจำกัดของเมืองมิวนิกเท่านั้น การผลิตเบียร์ที่มีลักษณะเฉพาะในแต่ละท้องถิ่นทำให้ผู้ผลิตเบียร์ในเยอรมัน 90% จากทั้งหมดประมาณ 1,400 รายมีความเป็นอิสระไม่ขึ้นกับใคร 

ความเป็นอิสระนี้ รวมทั้งการผลิตในแบบเฉพาะของท้องถิ่นทำให้มีสไตล์เบียร์ของแต่ละพื้นที่ที่แตกต่างกันมากมาย และไม่ได้ถูกการควบรวมกิจการทำให้เลือนหายไปในเวลาต่อมาเหมือนกับที่เกิดขึ้นในประเทศอื่นๆ เฉพาะเบียร์ที่ทำจากข้าวสาลีอย่างเดียวก็มีให้เลือกมากมายจนไม่น่าเชื่อ กรุงเบอร์ลินเป็นต้นกำเนิดของเบียร์ เบอร์ลิเนอร์ไวส์ ซึ่งเป็นเบียร์รสจัด มีปริมาณแอลกอฮอล์ต่ำ และผสมน้ำเชื่อม เมืองไลป์ซิกก็เป็นผู้คิดค้นเบียร์ โกส ซึ่งเป็นเบียร์ที่ทำจากข้าวสาลี มีสีอำพัน รสเปรี้ยว และผสมเกลือในการผลิต นอกจากนี้ยังมี ไวเซนบ็อค ร็อกเก็นเบียร์ ฮีฟเฟอไวเซน คริสตัลไวเซน (หมักโดยใช้สปาร์คลิงไวน์แทนยีสต์) และ ค็อตต์บัสเซอร์ สำหรับในหมวดเบียร์สีอ่อน ได้แก่ อัลต์เบียร์ เอ็กซ์ปอร์ต เฮลเลส โคลช์ ไมบ็อค แมร์เซน พิลส์เนอร์ และสเปเซียล  เบียร์ดำ ได้แก่ บ็อค ด็อปเพลบ็อค ดุงเคิล ชวาสเบียร์ และ รอคเบียร์ (ผลิตโดยใช้มอลต์รมควัน)   และยังมี เคลเลอร์เบียร์ ซึ่งเป็นลาเกอร์ที่ไม่ผ่านการกรอง และผ่านการเก็บเหมือนกับเบียร์เอลในถังไม้

มาตรฐานอาหารของสหภาพยุโรปทำให้กฎความบริสุทธิ์ถูกยกเลิกไปในที่สุดโดยศาลยุติธรรมยุโรปเมื่อปี 1987 แต่ด้วยประเพณีการดื่มและความเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นซึ่งพบได้เสมอในเยอรมนีทำให้ยังคงมีการใช้กฎของปี 1516 เป็นมาตรฐานอย่างไม่เป็นทางการ และแม้แต่ผู้ผลิตในประเทศอื่นๆ ก็ยังเต็มใจที่จะทำตามกฎนี้เพื่อให้ได้คุณภาพที่สามารถนำมาใช้ในการตลาดได้  

เยอรมันยังคงเป็นผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบเป็นต่อคน (118.4 ลิตร) และมีการบริโภคมากที่สุดในโลก  (106.1) แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าจะมองในมุมไหนด้วย เมื่อปี 1991 ชาวเยอรมันดื่มเบียร์คนละ 140 ลิตรต่อปี ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นเทรนด์ที่แตกต่างจากที่พบในประเทศอื่น ซึ่งตลาดเบียร์โดยรวมมีการขยายตัว แต่การบริโภคเบียร์มาโครลดลงในขณะที่การบริโภคเบียร์ไมโครเพิ่มขึ้น ทุกวันนี้ชาวเยอรมันชอบจิบไวน์ ดื่มกาแฟ และซัมเมอร์ค็อกเทลที่กำลังฮิตอย่าง ฮิวโก แทนที่จะดื่มเบียร์

ธุรกิจเบียร์ไมโครในประเทศเยอรมนีมีการเติบโต โดยมีผู้ผลิตเบียร์ไมโครเพิ่มขึ้นอีก 30% เมื่อเทียบกับเมื่อปี 2005  ผู้ผลิตเบียร์ไมโครอย่างเช่น โอลิเวอร์ เลมเค คิดว่าคราฟต์เบียร์ของเยอรมันจะสามารถประคับประคองตลาดเบียร์ไปได้อย่างที่เกิดขึ้นในประเทศอื่น แต่ในประเทศอื่นๆ ไม่มีความหลากหลายของเบียร์ และมีผู้ผลิตเบียร์มาโครรายใหญ่เพียงไม่กี่รายที่ผูกขาดการผลิต ผู้ผลิตเบียร์ไมโครที่ก้าวเข้ามาในธุรกิจสามารถสร้างตลาดใหม่ได้ เพียงแค่เปิดตัวเวอร์ชันต่างๆ ของสไตล์เบียร์ที่เป็นของเยอรมันมาหลายศตวรรษ 

ผู้ผลิตเบียร์เยอรมันส่วนใหญ่เป็นอิสระอยู่แล้ว และเรียกได้ในแบบอเมริกันว่าเป็นผู้ผลิตเบียร์ไมโคร ในปี 1993 ยังคงมีการใช้กฎหมายเฉพาะสำหรับการผลิตเบียร์ของเยอรมันเพื่อควบคุมผู้ผลิตเบียร์ของเยอรมันต่อไป แต่มีข้อกำหนดเพิ่มเติมว่าใส่อะไรลงไปได้บ้างในผลิตภัณฑ์ที่สามารถเรียกว่าเป็นเบียร์ได้อย่างถูกกฎหมาย ผลก็คือผู้ผลิตเบียร์ไมโครของเยอรมันไม่มีอิสระในการทดลองผลิตภัณฑ์ที่สามารถใส่อะไรลงไปก็ได้ ไม่ว่าโดนัทหรือพริกแห้งก็สามารถนำมาเป็นส่วนผสมได้หมด 

นี่ทำให้เบียร์ของเยอรมันเหมือนกับช็อกโกแลตของสวิตเซอร์แลนด์  ไม่ใช่ว่าช็อกโกแลตที่มาจากสวิตเซอร์แลนด์และเบียร์ที่มาจากเยอรมันจะยอดเยี่ยมทั้งหมด แต่ก็มีคุณภาพในระดับที่ค่อนข้างสูง ซึ่งช็อกโกแลตของสวิสและเบียร์ของเยอรมันจะไม่มีคุณภาพต่ำกว่านี้    คุณจะไม่มีวันต้องเคี้ยวช็อกโกแลตของสวิสที่รสชาติสุดห่วย หรือจิบเบียร์เยอรมันที่รสชาติยอดแย่ 

ชาวเยอรมันอาจบ่นว่าชีวิตนักดื่มน่าจะดีกว่านี้ได้ แต่นักดื่มในประเทศอื่นๆ ได้ใช้เวลาเกือบทั้งหมดในศตวรรษที่ยี่สิบเพื่อชิมรสชาติว่ามันจะแย่ไปกว่านี้ได้อย่างไร นักดื่มที่ไม่ใช่ชาวเยอรมันจะรู้ได้อย่างรวดเร็วว่าเขาไม่ต้องจำว่าเบียร์เยอรมันยี่ห้อไหนเป็นเบียร์ดี ในเมื่อมันมีคุณภาพที่ดีในระดับหนึ่งแน่นอนอยู่แล้ว 

 

You may also like...

Leave a Reply

lds dating service in hawaii

online dating in germany for americans

tealpointcustomhomes.com

"about"